อุทยานแห่งชาติออบหลวง  Ob Luang National Park

สถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้ว (สวนสนบ่อแก้ว) Suan Son Bor Kaew

ผาสิงห์เหลียว Pha Singh Leaw

ผาวิ่งชู้ Pha Wing Chu

 ดอยม่อนจอง Doi Mon Chong

อุทยานแห่งชาติออบหลวง  Ob Luang National Park

อุทยานแห่งชาติออบหลวง มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด และอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศทุกประการ ทั้งมีความสวยงาม และ ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ มีคุณค่าทางโบราณคดีทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ทั้งทาง ธรณีวิทยาและคุณค่าทางสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติ เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ และเป็นสถานที่ ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความสวยงามอย่างยิ่ง มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 345,625 ไร่ หรือ 553 ตารางกิโลเมตร

 

ออบหลวงเป็นสถานที่น่าเที่ยวที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ความสวยงามและน่าเกรงขามไว้ในที่เดียวกัน เป็นเพราะว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์ของออบหลวงที่เบื้องล่างเป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวผ่านช่องเขาขาด ซึ่งช่องเขานี้มีลักษณะเป็นผาสูงชัน และแคบมาก บีบทางน้ำไหลให้แคบเข้า ดังนั้นแม่น้ำตรงนี้จึงเชี่ยวจัด เกิดเสียงน้ำกระทบหน้าผาดังสนั่นโดยรอบ นอกจากนี้ยังมีสะพานเชื่อมช่องเขาขาดสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามของออบหลวง การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข108 สายเชียงใหม่ – ฮอด – แม่สะเรียง เมื่อถึงอำเภอฮอดให้เลี้ยวขวาบริเวณวงเวียนไปตามถนนหมายเลข 108 ไปอีกประมาณ 17 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 105 กิโลเมตร ถนนลาดยางตลอดสาย และช่วงระหว่างทางจากฮอดจนถึงออบหลวงนั้น ถนนจะเลียบขนานไปกับแม่น้ำแม่แจ่มหรือแม่น้ำสลักหิน และวกเวียนไปตามไหล่เขา นอกจากนี้  นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้รถโดยสารประจำทางได้หลายสายเช่น เชียงใหม่-ฮอด-อมก๋อย หรือ กรุงเทพฯ-จอมทอง หรือ กรุงเทพฯ-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน จากนั้นต่อรถสองแถวที่หน้าอำเภอฮอดอีก 17 กิโลเมตร หรือนั่งรถสายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน  ซึ่งจะผ่านที่ทำการอุทยานแห่งชาติออบหลวง  และจากบริเวณท่ารถ ตรงวงเวียนฮอด-แม่สะเรียง จะมีรถวิ่งทั้งหมด 3 เส้นทาง คือ ฮอด – แม่สะเรียง ฮอด-แม่แจ่ม ฮอด-อมก๋อย ซึ่งเส้นทางทั้งสามสายจะผ่านออบหลวง

ในส่วนของค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติออบหลวงนั้น คนไทย ผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 20 บาท และเด็กจะอยู่ที่ 10 บาท ส่วนชาวต่างชาติผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 200 บาท

ทางอุทยานแห่งชาติออบหลวง มีบริการบ้านพัก สถานที่กางเต็นท์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น มีเต็นท์ให้เช่าพร้อมเครื่องนอนในอัตราคืนละ 50 บาท นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง โทร. 0 5-322-9272 หรือสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2-562-0760 หรือสำรองที่พักด้วยตนเองที่เว็ปไซต์ http://www.dnp.go.th

สถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้ว (สวนสนบ่อแก้ว) Suan Son Bor Kaew

สถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้ว (สวนสนบ่อแก้ว)

สถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้ว หรือที่คนนิยมเรียกกันว่า สวนสนบ่อแก้วนั้น ตั้งอยู่ริมเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กิโลเมตรที่ 36-37 อำเภอฮอด มีเนื้อที่อยู่ประมาณ 2,072 ไร่

สถานีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่อทำเยื่อกระดาษของกรมป่าไม้  ภายในสถานี  จะพบแปลงทดลองปลูกพืชจำพวกสน และยูคาลิปตัสจำนวนมาก มีทิวสนที่ปลูกเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ดูคล้ายกับฉากในภาพยนตร์รักโรแมนติกหลายเรื่อง นอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแล้ว อากาศที่นี่ยังชื้นและเย็นตลอดปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 27.3 องศาเซลเซียส และอุณหภมิเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 16.8 องศาเซลเซียส ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ผู้คนจึงนิยมมาที่นี่เพิ่อพักผ่อนหย่อนใจและถ่ายรูปกับบรรยากาศโดยรอบ

นอกเหนือจากการทำเยื่อกระดาษแล้ว สวนแห่งนี้ยังเป็นที่ทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่างๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นำพันธุ์มาจากต่างประเทศเช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ไต้หวัน เพื่อทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมมาเป็นไม้เบิกนำเพื่อปลูกบนป่าเสื่อมโทรมบนดอยทางภาคเหนือ ทั้งนี้ ต้นสนที่นำมาปลูกมีอายุกว่า 30 ปี และส่วนมากเป็นสนสามใบซึ่งขึ้นอยู่ในที่สูงกว่า 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

หากผู้ใดสนใจมาเยี่ยมชมและสัมผัสกับบรรยากาศอันโรแมนติกนี้ สามารถเดินทางมาได้ 2 วิธี คือ ทางรถยนต์ และ ทางรถโดยสารสาธารณะ หากมาทางรถส่วนตัว มาตามทางถนนสายเชียงใหม่-แม่สะเรียง หรือเส้น 108 ไปทาง อ.ฮอด  จะผ่านอุทยานแห่งชาติออบหลวง เมื่อถึงวงเวียนหอนาฬิกาก็เลี้ยวซ้าย อ.แม่สะเรียงตรงไปประมาณ 30 กิโลเมตร  ก็จะถึงสวนสนบ่อแก้ว ซึ่งจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ แต่ถ้าหากมาทางรถประจำทาง รถที่สามารถโดยสารมาได้ ได้แก่ สาย เชียงใหม่-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน , เชียงใหม่-อมก๋อย (สองแถว) , รถบัสสายเชียงใหม่-แม่สะเรียง จากนั้น ให้ไปต่อรถที่ขนส่งอาเขตเชียงใหม่แล้วไปลงที่สวนสนบ่อแก้ว

ผาสิงห์เหลียว Pha Singh Leaw

อยู่ที่พื้นที่บ้านตาลเหนือ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านตาล กม.ที่ 1ถนนสาย ฮอด – ดอยเต่า    “ผาสิงห์เหลียว”  เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (ธรณีวิทยา) โดยมีการทรุดตัวของแผ่นดิน จนเกิดเป็นรอยชั้นของหินสลับกันสวยงามมาก มีตำนานกล่าวว่าแม้กระทั่งพญาราชสีห์ยังต้องเหลียวมองความสวยงามของผาแห่งนี้     “ผาสิงห์เหลียว”  เป็นเสาดินที่น่าจะสูงที่สุดในประเทศไทย  เพราะเสาที่สูงที่สุด สูงถึง 50 เมตร  น่าจะเป็นที่ที่ชมปรากฏการนี้ได้สวยที่สุด  พื้นที่ที่มีบริเวณกว้างเกือบๆ 100 ไร่  เสาดินที่ผาสิงห์เหลียวนั้นจะเป็นแบบเดียวกับที่แพะเมืองผี  คือ  เป็นดินลูกรัง เสาถูกยึดด้วยเนื้อดินเหนียวลูกรังปนกรวดหิน    เสาดินที่ผาสิงห์เหลียวนั้น มีหลากหลายรูปร่าง รูปทรง ทำให้จินตนาการไปได้มากมาย ทั้งที่คล้ายกับกำแพงโรมัน ที่สูงร่วม 30 เมตร หรือเสาดินที่สูงที่สุดในประเทศ   ทำเลที่ตั้งที่รายล้อมไปด้วยผืนป่าเต็งรัง จึงทำให้สวนเสาหินแห่งนี้ ดูดีกว่าที่อื่นมากมาย  โดยเฉพาะถ้าเดินทางมาช่วงป่าเต็งรังเปลี่ยนสี(ราวเดือนมกราคม)ก็จะเห็นป่าเปลี่ยนสีและเสาดินสวยงามประกอบกันไป

 

ผาวิ่งชู้ Pha Wing Chu

มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน เมื่อหันหน้าไปตามทิศทางน้ำไหล หรือทางทิศใต้จะอยู่ทางด้านริมฝั่งซ้ายของลำน้ำปิง หน้าผามีความยาว 250 เมตร และมีความสูง 25 เมตร วางตัวเอียงเทลาดลงไปในทิศตะวันตก ในขณะที่ริมฝั่งด้านขวาเป็นพื้นที่ราบ จุดที่สวยงามและมีชื่อเสียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวอยู่บนหน้าผา เมื่อมองจากจุดชมวิว จะเห็นเป็นแท่งเสาหินยอดแหลมตั้งตรงตระหง่านขึ้นจากพื้น บางเสามีมวลหินรูปร่างแปลก ๆ วางอยู่บนยอด เบื้องหลังเป็นพื้นที่ราบริมฝั่งน้ำปิงกว้างไกลและแลเห็นเทือกเขาดอยปุยหลวงอยู่ลิบ ๆ

 

ที่ผาวิ่งชู้จะมีรูปปั้นชายหญิงขี่ม้าอยู่ ว่ากันว่าที่ผานี้เคยมีชายหญิงรักกันและขี่ม้ามาตรงจุดนี้ ในขณะที่โดนติดตามและไม่มีทางเลือก จึงเอาผ้าปิดตาม้าและกระโดดจากหน้าผา จึงได้ชื่อว่าผาวิ่งชู้มาจนถึงปัจจุบัน

 ดอยม่อนจอง Doi Mon Chong  

ดอยม่อนจองตั้งอยู่ที่ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก คำว่า ม่อน เป็นภาษาคำเมืองที่หมายถึง ดอยหรือเนินเขา ส่วนคำว่า จอง ก็เป็นภาษาคำเมืองจะออกเสียงว่า จ๋อง หมายถึง ลักษณะจั่ว สามเหลี่ยมที่อยู่สูงที่สุด ดอยม่อนจอง ติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดยจุดสูงสุดของ ดอยม่อนจอง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,929 เมตร มีชื่อเรียกว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโต ในอดีตดอยม่อนจองนับเป็นดินแดน แห่งสรรพสัตว์ที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่อย่างอิสรเสรี เช่นกวางผา หรือ ม้าเทวดาและเลียงผารวมทั้งโขลงช้างป่า แต่ปัจจุบันยังมีอยู่แต่หาชมได้ยากมาก  สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่นี่ก็คือการได้ชมภูเขาสูงสลับซับซ้อนซึ่งทุ่งหญ้าจะเปลี่ยนเป็นสีทองสวยงามในช่วงหน้าหนาว ดอยม่อนจองยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามมากอีกด้วย

 

นอกจากนี้จุดเด่นที่สำคัญของดอยม่อนจองก็คือ ดอกกุหลาบพันปี ซึ่งจะบานในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ว่ากันว่าต้นนี้เป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คุณยังจะได้ชมนกหายาก ได้แก่ เหยี่ยวนกเขาท้องขาว นกอินทรีแถบปีกดำ นกอินทรีเล็ก นกเปล้าท้องขาว นกมุ่นรกคอแดง นกเดินดงคอดำ เป็นต้น

ดอยม่อนจองเปิดให้ท่องเที่ยวในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ไปจนถึง 15 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะปิด ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นเพราะต้องระวังภัยเรื่องช้างป่าที่ออกมาหากิน รวมถึงสภาพอากาศที่แห้งซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า

สำหรับเวลาในการเดินทางขึ้นดอยม่อนจองสามารถไปเช้าเย็นกลับได้ แต่หากเดินแบบไม่เหนื่อยเกินไปนักควรใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ก่อนเดินขึ้นดอยต้องติดต่อขออนุญาตจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย หน่วยมูเซอซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการเขตรักษาพันธุ์ฯ โดยสามารถเดินทางมาที่ดอยม่อนจองได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่โทร. 0 5324 8604 หรือ 0 5324 8607

การเดินทาง ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย (หน่วยมูเซอ) จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 แล้วแยกซ้ายจากอำเภอฮอดเข้าทางหลวงหมายเลข 1099 ไปจนถึงตัวอำเภออมก๋อย และตรงต่อไปตามทางหลวง 1099 ประมาณ 40 กิโลเมตร จะพบหน่วยมูเซออยู่ทางด้านซ้ายมือ จากหน่วยฯไปยังจุดเริ่มเดินอีกประมาณ 16 กิโลเมตร ทางในช่วงนี้จำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและคนขับที่มีความชำนาญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพทางเป็นลูกรัง และแคบคดเคี้ยวริมผา  สำหรับผู้ที่เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง จากอำเภอเมืองเชียงใหม่สามารถขึ้นรถได้ที่คิวรถประตูช้างเผือก มายังอมก๋อย รถจะออกประมาณ 08.00 น. ผู้สนใจสามารถติดต่อเช่ารถรับ-ส่ง ที่จุดเริ่มเดินที่ คุณเดช เสริมมติวงศ์ โทร. 0 5346 7109 ส่วนเสบียงข้าวของต่างๆ หาซื้อได้ที่ตัวอำเภออมก๋อย และค่าบริการลูกหาบต่อวันคนละ 150 บาท